กรวยประสบการณ์
หรือ
Cone of Experience
เอดการ์
เดล (Edgar
Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอน เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ
ในขณะเดียวกันก็แสดงขั้นตอน ของประสบการณ์การเรียนรู้ และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย
โดยพัฒนาความคิดของบรุนเนอร์ (Bruner) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา
ก่อนนำสร้างเป็น “กรวยประสบการณ์” (Cone of Experience)
โดยสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย (Direct Purposeful
Experience) ถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นรากฐานของประสบการณ์ทั้งหมด
เนื่องจากผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเป็นรูปธรรมมากที่สุด หรือเกิดจากการกระทำของตนเอง
เช่น การสัมผัส การเห็นการเรียนจากของจริง และการลงมือกระทำ เป็นต้น
2. ประสบการณ์รอง(Contrived Experience) เป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด
ซึ่งอาจเป็นการจำลองหรือของจำลองก็ได้ เช่น การสร้างท้องฟ้าจำลอง การใช้หุ่นจำลอง ตัวอย่าง
ตู้อันตรทัศน์หรือสื่อสามมิติ เป็นต้น
3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง(Dramatized Experience) เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นแทนประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นการแสดงบทบาทสมมติ
หรือการแสดงละคร เพื่อเป็นการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัย
เวลาและสถานที่ เช่น การแสดงละครประวัติศาสตร์ ละครพื้นเมือง หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม
เป็นต้น
4. การสาธิต (Demonstration) คือ การอธิบายข้อเท็จจริง ความจริง
และกระบวนการที่สำคัญที่แสดงให้เห็นเป็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น อาจเป็นการแสดงหรือกระทำประกอบคำอธิบาย
เช่น การฉายภาพยนตร์ สไลด์ และฟิล์มสตริป แสดงเนื้อหาในส่วนที่ต้องการสาธิต
เป็นต้น
5. การศึกษานอกสถานที่ (Field Trip) เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆภายนอกสถานที่เรียน
เช่น การเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆ การสัมภาษณ์บุคคลที่มีความรู้ เป็นต้น
6. นิทรรศการ (Exhibition) เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่างๆ
การจัดป้ายนิเทศ เพื่อให้ความรู้และสาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างมาผสมผสานกันมากที่สุด
7.โทรทัศน์ (Television) เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการเห็นและได้ยิน
เสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง โดยโทรทัศน์ยังสามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้อีกด้วย
ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเรื่องราวและสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกรายการไว้สำหรับศึกษาต่อในภายหลังได้อีกด้วย
8. ภาพยนตร์(Motion Picture) เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการเห็นและได้ยินเช่นเดี่ยวกับโทรทัศน์
แต่เรื่องราวต่างๆจะทุกบันทึกไว้ในลักษณะของฟิล์มหรืออยู่ในรูปแบบของ สื่อDVD
หรือ VCD
9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง (Recording, Radio and
Still Picture) การบันทึกเสียงอาจอยู่ในรูปของแผ่นเสียงหรือเทปบันทึก
วิทยุเป็นสื่อที่ให้เฉพาะเสียง ส่วนภาพนิ่งอาจเป็นภาพวาด ภาพล้อ
หรือภาพเหมือนจริงก็ได้
ข้อมูลที่อยู่ในสื่อดังกล่าวสามารถให้ประสบการณ์กับผู้เรียนได้
โดยไม่ต้องมีความรู้ก็ได้ แต่สามารถเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวที่สอนได้
เนื่องจากใช้วิธีการฟังและดูเท่านั้น
10. ทัศนสัญลักษณ์(Visual Symbol) เป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึกถึงประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นพื้นฐานในการเลือกนำไปใช้
เช่น แผนภูมิ แผนที่ แผนสถิติ ภาพโฆษณา การ์ตูน และสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น
11. วจนสัญลักษณ์(Verbal Symbol) เป็นประสบการณ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นนามธรรมมากที่สุด
ไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับของจริง ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียน เสียงของคำพูดในภาษาพูด
เป็นต้น
จากกรวยประสบการณ์ดังกล่าวเอดการ์ เดลได้จำแนกสื่อออกเป็น
3 ประเภท คือ
1. สื่อประเภทวัสดุ หมายถึง
สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองจำแนกย่อยได้ 2 ลักษณะ
1.1
วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อื่นช่วย
เช่น แผนที่ ลูกโลก รูปภาพ
1.2
วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย เช่น
แผ่นซีดี ฟิล์มภาพยนตร์ สไลด์
2. สื่อประเภทอุปกรณ์ หมายถึง
สิ่งที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทำให้ข้อมูลถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน
3. สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ หมายถึง
สื่อที่มีลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน
เอ็ดการ์
เดล (Edgar
Dale) ไม่ใช่นักเทคโนโลยการศึกษา เนื่องจาก Edgar Dale เป็นนักจิตวิทยา ซึ่งจิตวิทยามีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการศึกษา
เพราะเทคโนโลยีการศึกษามีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ก่อนที่นักเทคโนโลยีการศึกษาจะประดิษฐ์หรือสร้างนวัตกรรมใหม่
จะต้องมีการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของมนุษย์ เพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุด
และบรรลุตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ดังนั้น Edgar Dale
จึงไม่ใช่นักเทคโนโลยีทางการศึกษา
ผู้ศึกษาอยู่ในกรวยประสบการณ์ของเอดการ์เดลในขั้นที่
1 ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย (Direct Purposeful
Experience) เนื่องจากผู้ศึกษาเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จากการได้ลงมือปฎิบัติจริงสัมผัสและได้เห็นจริง
ทั้งการดำเนินชีวิตและการทำงาน ซึ่งทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นรูปธรรม จึงก่อให้เกิดความรู้
ดังนั้นผู้ศึกษาจึงจัดอยู่ในกรวยประสบการณ์ในขั้นที่ 1
อย่างไรก็ตามผู้ศึกษาเห็นว่าทฤษีดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับบุคคลที่มีความพิการทางด้านร่างกายได้อย่างสมบูรณ์
เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องอาศัยการสัมผัสและได้ยิน
หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ไม่มากก็น้อย อาทิ หากบุคคลพิการทางสายตามองไม่เห็นก็จะไม่สามารถเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นได้
หรือหากขาดการได้ยินก็ไม่สามารถรับฟังเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้ เป็นต้น
2. ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
2.1
นักวิชาการไทยที่ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
1. ชม ภูมิภาค ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า
การนำเอาความรู้แนวความคิด
กระบวนการตลอดจนวัสดุและอุกรณ์ต่างๆมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ
เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ
2. เปรื่อง กุมุท
ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า
เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการนำเอาเครื่องมือ วัสดุอุปกรณืมาใช้ในการเรียนการสอน
มีการออกแบบ ดำเนินการตามแผน และมีการประเมินผลภายใต้จุดที่กำหนดไว้อย่างมีระบบ
3. กิดานันท์ มะลิทอง ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา ว่า
เทคโนโลยีการศึกษา เป็นการนำเอาแนวความคิด หลักการเทคนิค ความรู้ ระเบียบ วิธีการ
กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์ และวิธีการปฎิบัติมาประยุกต์ใช้ในระบบงาน
เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดีขึ้น และเพื่อประสิทธิภาพ
และปรระสิทธิผลของงานนั้นให้มีมากยิ่งขึ้นด้วย
4. ชัยยง
พรหมวงศ์ ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า
เป็นระบบการนำ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ มาใช้ในการสอน
เพื่อช่วยให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน
และช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
และมีความคงทนถาวร
2.2
นักวิชาการต่างประเทศที่ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
1. กูด (Good : 1973:592) ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ว่า เทคโนโลยีการศึกษา
เทคโนโลยีการศึกษาหมายถึง การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบ
และส่งเสริมระบบการเรียนการสอน
โดยเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน
มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฎิบัติ
โดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์ รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น
เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆ ในลักษณะสื่อประสม และการศึกษาด้วยตัวเอง
Good, C
1973. Dictionary of Education. (3 rd ed.) New York : McGraw – Hill Book Company.“What
is the history of the field ?”. AECT. Avalable : .June 5, 2004 .
2. Heinic, Molenda and Russel (2000) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ให้ปฎิบัติได้ในรูปแบบของการเรียนการสอน
อีกนัยหนึ่งก็คือ การให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ทั้งด้านยุทธวิธี และด้านเทคนิค) เพื่อแก้ปัญหาทางการสอน
เป็นความพยายามสร้างการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยออกแบบ
ดำเนินการและการประเมินผลการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยในการเรียนและการสื่อสาร
3. AECT (1977) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งที่ซับซ้อน
เป็นกระบวนการบูรณาการที่เกี่ยวกับมนุษย์ วิธีดำเนินการ แนวคิด เครื่องมือ
และอุปกรณ์ เพื่อการวิเคราะห์ปัญหา การคิดวิธีการนำไปใช้ การประเมินและการจัดแนวทางการแก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทั้งมวลของมนุษย์
Briggs,
Leslie J. 1977 . Insturction Design : Principles and Application. Educational
Technology Publications, Inc., Englewood Cliffs,
New Jersey.
4. กาเยและบริกส์
(Gagne and Briggs 1974) ได้ให้ความหมายไว้ว่า
เทคโนโลยีการศึกษานั้นพัฒนามาจากการออกแบบการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆโดยรวมถึง
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างๆระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้
เช่น บทเรียนแบบโปรแกรม และบทเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย เป็นต้น
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้
เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของบี.เอฟ สกินเนอร์ (B.F Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ
เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย
5. โคลี,
แครดเลอร์, และ เอ็นเจล (Coley,
Cradler, and Engel 1996) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า
ในความหมายกว้างๆแล้ว
เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคำซึ่งรวมถึงทรัพยากรใดๆก็ตามที่ใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน
โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ หากเป็นในเชิงปฏิบัติแล้ว
คำนี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ
เช่น ฟิล์มสทริป เครื่องฉาย สไลด์ เทปเสียง โทรทัศน์ และห้องปฏิบัติการทางภาษา
เมื่อมีการนำเอาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในช่วงปีพ.ศ. 2523 – 2532 (ทศวรรษ 1980s) จึงเป็นยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้
และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารควบคู่กับคอมพิวเตอร์
จากความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาข้างต้นผู้ศึกษา
สรุปได้ว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการประยุกต์เอาผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือ
วัสดุ ผลผลิตทางวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งก็คือ อุปกรณ์ มาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ
โดยยึดหลักการทางพฤติกรรมศาสตร์ นั้นก็คือวิธีการ
ซึ่งจะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3.
แนวคิด หลักการ ทฤษฎี มีความหมายว่าอย่างไร
1. หลักการ (Principle) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 หมายถึง
สาระสำคัญที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ
2. แนวคิด (Concept) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 หมายถึง
ความคิดที่มีแนวทางปฏิบัติ
3. ทฤษฎี (Theory) หมายถึง
สมมติฐานที่ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งหลายหนจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริง
สามารถคาดคะเนทำนายเหตุการณ์ทั่วๆ ไป ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้อง
และมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป จึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp 10 มิถุนายน 2551
ทฤษฎี คือ
ระบบของสมมุติฐาน หลักการที่ได้รับการยอมรับ และกฎเกณฑ์ของกระบวนการที่ใช้ในการวิเคราะห์
พยากรณ์ หรืออธิบายธรรมชาติของพฤติกรรมของปรากฏการณ์
หรืออธิบายพฤติกรรมของปรากฏการณ์ที่ได้รับการสนใจศึกษา (Weick, 1995)