วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้การสื่อความหมายบรรลุวัตถุประสงค์

ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้การสื่อความหมายบรรลุวัตถุประสงค์

 
          1.  ระบบสังคม 
              ลักษณะความสัมพันธ์ของผู้สื่อสารสื่อสาร  บทบาทหน้าที่ทางสังคม  บรรทัดฐานและค่านิยมของสังคม มีผลต่อการสื่อความหมายทั้งสิ้น ถ้าระบบทางสังคมถูกวางไว้เป็นอย่างดีก็จะมีผลต่อการสื่อสารของคนในสังคมให้เป็นไปด้วยดี มีความหมายถูกต้องสมบูรณ์
 
          2.  วัฒนธรรม
              แต่ละสังคมเช่น องค์กร  ภูมิภาค  ประเทศ จะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  หากผู้สื่อสารมีวัฒนธรรมที่เหมือน หรือคล้ายกันก็จะทำให้การสื่อความหมายบรรลุวัตถุประสงค์ได้มากกว่าผู้ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน
 
          3.  ฐานะทางเศรษฐกิจ
              ลักษณะของเศรษฐกิจในแต่ละสังคมและตัวบุคคลมีผลในการสื่อความหมาย  หากฐานะทางเศรษฐกิจดี  จะทำให้มีความสามารถและอุปกรณ์ที่เอื้อประโยชน์ในการสื่อความหมายได้อย่างแม่นยำ
              
 
          4.  เพศ/อายุ
               ผู้ที่มีอายุสูงกว่าจะมีความสามารถในการรับและสื่อความหมายได้แม่นยำและถูกต้องมากกว่าผู้ที่อายุน้อย  และเพศที่เหมือนกันจะสื่อความหมายได้ดีกว่าการสื่อสารกับเพศตรงข้าม
 
          5.  ระดับการศึกษา
              ระดับการศึกษามีส่วนในกระบวนการสื่อความหมาย ผู้สื่อสารที่มีการศึกษาจะมีการถ่ายทอดและสื่อความหมายได้ดี  และการสื่อสารระหว่างผู้ที่มีการศึกษาระดับเดียวกันจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการสื่อสารกับผู้ที่มีระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน
 
          6.  อาชีพ
              ลักษณะการทำงานของแต่ละอาชีพมีผลต่อการสื่อความหมาย  ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องพบปะพูดคุยกับผู้อื่นและมีการติดต่อสื่อสารอยู่ตลอดเวลาจะมีความสามารถในการสื่อความหมายได้อย่างถูกต้องแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากกว่าผู้ที่ประกอบอาชีพที่ไม่ได้ใช้การสื่อสารมาก
         
          7.  ถิ่นที่อยู่
              ถิ่นที่อยู่มีความเกี่ยวข้องกับการสื่อความหมาย หากถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญและเทคโนโลยีก็มีผลทำให้การสื่อสารเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น  และอาจได้รับข้อมูลที่มีความหมายไม่ถูกต้องครบถ้วน
 
          8.  ความผิดปกติของร่างกาย
               ผู้ที่มีร่างกายที่ปกติสมบูรณ์ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีประสิทธิภาพจะสื่อความหมายได้ดีกว่าผู้ที่มีร่างกายไม่ปกติเช่น หูหนวก ปากเบี้ยวพูดไม่ชัด  ฯลฯ ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจสื่อความหมายออกมาได้ไม่ชัดเจนและอาจทำให้ข้อมูลผิดพลาด
              
 

กรวยประสบการณ์

กรวยประสบการณ์ หรือ Cone of Experience

เอดการ์ เดล (Edgar Dale) ได้จัดแบ่งสื่อการสอน เพื่อเป็นแนวทางในการอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกันก็แสดงขั้นตอน ของประสบการณ์การเรียนรู้   และการใช้สื่อแต่ละประเภทในกระบวนการเรียนรู้ด้วย โดยพัฒนาความคิดของบรุนเนอร์ (Bruner) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยา ก่อนนำสร้างเป็น กรวยประสบการณ์” (Cone of Experience) โดยสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้
     1. ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย (Direct Purposeful Experience) ถือเป็นประสบการณ์ที่เป็นรากฐานของประสบการณ์ทั้งหมด เนื่องจากผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเป็นรูปธรรมมากที่สุด หรือเกิดจากการกระทำของตนเอง เช่น การสัมผัส การเห็นการเรียนจากของจริง และการลงมือกระทำ เป็นต้น
     2. ประสบการณ์รอง(Contrived Experience)   เป็นการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเรียนจากสิ่งที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด ซึ่งอาจเป็นการจำลองหรือของจำลองก็ได้ เช่น การสร้างท้องฟ้าจำลอง การใช้หุ่นจำลอง ตัวอย่าง ตู้อันตรทัศน์หรือสื่อสามมิติ เป็นต้น
     3. ประสบการณ์นาฏกรรมหรือการแสดง(Dramatized Experience) เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นแทนประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นการแสดงบทบาทสมมติ หรือการแสดงละคร เพื่อเป็นการจัดประสบการณ์ให้แก่ผู้เรียนในเรื่องที่มีข้อจำกัดด้วยยุคสมัย เวลาและสถานที่ เช่น การแสดงละครประวัติศาสตร์ ละครพื้นเมือง หรือเรื่องราวที่เป็นนามธรรม เป็นต้น
     4. การสาธิต (Demonstration) คือ การอธิบายข้อเท็จจริง ความจริง และกระบวนการที่สำคัญที่แสดงให้เห็นเป็นลำดับขั้นตอนของการกระทำนั้น อาจเป็นการแสดงหรือกระทำประกอบคำอธิบาย เช่น การฉายภาพยนตร์ สไลด์ และฟิล์มสตริป แสดงเนื้อหาในส่วนที่ต้องการสาธิต เป็นต้น
     5. การศึกษานอกสถานที่ (Field Trip) เป็นการให้ผู้เรียนได้รับและเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆภายนอกสถานที่เรียน เช่น การเยี่ยมชมสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆ การสัมภาษณ์บุคคลที่มีความรู้ เป็นต้น
     6. นิทรรศการ (Exhibition)  เป็นการจัดแสดงสิ่งของต่างๆ การจัดป้ายนิเทศ เพื่อให้ความรู้และสาระประโยชน์แก่ผู้ชม โดยการนำประสบการณ์หลายอย่างมาผสมผสานกันมากที่สุด
     7.โทรทัศน์ (Television) เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการเห็นและได้ยิน เสมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง โดยโทรทัศน์ยังสามารถถ่ายทอดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจเรื่องราวและสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถบันทึกรายการไว้สำหรับศึกษาต่อในภายหลังได้อีกด้วย
     8. ภาพยนตร์(Motion Picture)   เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการเห็นและได้ยินเช่นเดี่ยวกับโทรทัศน์ แต่เรื่องราวต่างๆจะทุกบันทึกไว้ในลักษณะของฟิล์มหรืออยู่ในรูปแบบของ สื่อDVD หรือ VCD
     9. การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง (Recording, Radio and Still Picture) การบันทึกเสียงอาจอยู่ในรูปของแผ่นเสียงหรือเทปบันทึก วิทยุเป็นสื่อที่ให้เฉพาะเสียง ส่วนภาพนิ่งอาจเป็นภาพวาด ภาพล้อ หรือภาพเหมือนจริงก็ได้ ข้อมูลที่อยู่ในสื่อดังกล่าวสามารถให้ประสบการณ์กับผู้เรียนได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ก็ได้ แต่สามารถเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวที่สอนได้ เนื่องจากใช้วิธีการฟังและดูเท่านั้น
    10. ทัศนสัญลักษณ์(Visual Symbol) เป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น จำเป็นต้องคำนึกถึงประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นพื้นฐานในการเลือกนำไปใช้ เช่น แผนภูมิ แผนที่ แผนสถิติ ภาพโฆษณา การ์ตูน และสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น
    11. วจนสัญลักษณ์(Verbal Symbol) เป็นประสบการณ์ขั้นสุดท้าย ซึ่งเป็นขั้นนามธรรมมากที่สุด ไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับของจริง ได้แก่ ตัวหนังสือในภาษาเขียน   เสียงของคำพูดในภาษาพูด เป็นต้น


 จากกรวยประสบการณ์ดังกล่าวเอดการ์ เดลได้จำแนกสื่อออกเป็น 3 ประเภท คือ
     1. สื่อประเภทวัสดุ หมายถึง สื่อที่เก็บความรู้อยู่ในตัวเองจำแนกย่อยได้ 2 ลักษณะ
          1.1 วัสดุประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อื่นช่วย เช่น แผนที่ ลูกโลก รูปภาพ
          1.2 วัสดุประเภทที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองต้องอาศัยอุปกรณ์ช่วย เช่น แผ่นซีดี ฟิล์มภาพยนตร์ สไลด์
     2. สื่อประเภทอุปกรณ์ หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวกลางหรือตัวผ่านทำให้ข้อมูลถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน
     3. สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ หมายถึง สื่อที่มีลักษณะเป็นแนวความคิดหรือรูปแบบขั้นตอนในการเรียนการสอน

เอ็ดการ์ เดล (Edgar Dale) ไม่ใช่นักเทคโนโลยการศึกษา เนื่องจาก Edgar Dale เป็นนักจิตวิทยา ซึ่งจิตวิทยามีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการศึกษา เพราะเทคโนโลยีการศึกษามีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ก่อนที่นักเทคโนโลยีการศึกษาจะประดิษฐ์หรือสร้างนวัตกรรมใหม่ จะต้องมีการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของมนุษย์ เพื่อให้นวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงสุด และบรรลุตามวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ดังนั้น Edgar Dale จึงไม่ใช่นักเทคโนโลยีทางการศึกษา


ผู้ศึกษาอยู่ในกรวยประสบการณ์ของเอดการ์เดลในขั้นที่ 1 ประสบการณ์ตรงและมีความมุ่งหมาย (Direct Purposeful Experience) เนื่องจากผู้ศึกษาเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จากการได้ลงมือปฎิบัติจริงสัมผัสและได้เห็นจริง ทั้งการดำเนินชีวิตและการทำงาน ซึ่งทุกสิ่งอย่างล้วนเป็นรูปธรรม จึงก่อให้เกิดความรู้ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงจัดอยู่ในกรวยประสบการณ์ในขั้นที่ 1
อย่างไรก็ตามผู้ศึกษาเห็นว่าทฤษีดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้กับบุคคลที่มีความพิการทางด้านร่างกายได้อย่างสมบูรณ์  เนื่องจากทุกขั้นตอนต้องอาศัยการสัมผัสและได้ยิน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ไม่มากก็น้อย อาทิ หากบุคคลพิการทางสายตามองไม่เห็นก็จะไม่สามารถเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรือหากขาดการได้ยินก็ไม่สามารถรับฟังเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นได้  เป็นต้น




2. ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา
2.1 นักวิชาการไทยที่ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา

1.  ชม ภูมิภาค ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า การนำเอาความรู้แนวความคิด กระบวนการตลอดจนวัสดุและอุกรณ์ต่างๆมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบ เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการศึกษาให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2.  เปรื่อง กุมุท ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการนำเอาเครื่องมือ วัสดุอุปกรณืมาใช้ในการเรียนการสอน มีการออกแบบ ดำเนินการตามแผน และมีการประเมินผลภายใต้จุดที่กำหนดไว้อย่างมีระบบ

3. กิดานันท์ มะลิทอง ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษา ว่า เทคโนโลยีการศึกษา เป็นการนำเอาแนวความคิด หลักการเทคนิค ความรู้ ระเบียบ วิธีการ กระบวนการ ตลอดจนผลผลิตทางวิทยาศาสตร์ทั้งในด้านสิ่งประดิษฐ์ และวิธีการปฎิบัติมาประยุกต์ใช้ในระบบงาน เพื่อช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานให้ดีขึ้น และเพื่อประสิทธิภาพ และปรระสิทธิผลของงานนั้นให้มีมากยิ่งขึ้นด้วย

4. ชัยยง พรหมวงศ์  ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีทางการศึกษาว่า เป็นระบบการนำ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ มาใช้ในการสอน เพื่อช่วยให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียน และช่วยให้การเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นไปอย่างมประสิทธิภาพ และมีความคงทนถาวร

2.2 นักวิชาการต่างประเทศที่ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา

1.  กูด (Good : 1973:592) ได้กล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา ว่า เทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษาหมายถึง การนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อการออกแบบ และส่งเสริมระบบการเรียนการสอน โดยเน้นที่วัตถุประสงค์ทางการศึกษาที่สามารถวัดได้อย่างถูกต้องแน่นอน มีการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมากกว่ายึดเนื้อหาวิชา มีการใช้การศึกษาเชิงปฎิบัติ โดยผ่านการวิเคราะห์และการใช้เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์  รวมถึงเทคนิคการสอนโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่อการสอนต่างๆ ในลักษณะสื่อประสม และการศึกษาด้วยตัวเอง
Good, C 1973. Dictionary of Education. (3 rd ed.) New York : McGraw – Hill Book Company.“What is the history of the field ?”. AECT. Avalable : .June 5, 2004 .

2.  Heinic, Molenda and Russel (2000) กล่าวว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นการให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเรียนรู้ของมนุษย์ให้ปฎิบัติได้ในรูปแบบของการเรียนการสอน อีกนัยหนึ่งก็คือ การให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ทั้งด้านยุทธวิธี และด้านเทคนิค) เพื่อแก้ปัญหาทางการสอน เป็นความพยายามสร้างการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยออกแบบ ดำเนินการและการประเมินผลการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยในการเรียนและการสื่อสาร

3. AECT (1977) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งที่ซับซ้อน เป็นกระบวนการบูรณาการที่เกี่ยวกับมนุษย์ วิธีดำเนินการ แนวคิด เครื่องมือ และอุปกรณ์ เพื่อการวิเคราะห์ปัญหา การคิดวิธีการนำไปใช้ การประเมินและการจัดแนวทางการแก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทั้งมวลของมนุษย์
Briggs, Leslie J. 1977 . Insturction Design : Principles and Application. Educational Technology Publications, Inc., Englewood Cliffs, New Jersey.
4. กาเยและบริกส์ (Gagne and Briggs 1974) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีการศึกษานั้นพัฒนามาจากการออกแบบการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆโดยรวมถึง
1. ความสนใจในเรื่องความแตกต่างๆระหว่างบุคคลในเรื่องของการเรียนรู้ เช่น บทเรียนแบบโปรแกรม และบทเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย เป็นต้น
2. ด้านพฤติกรรมศาสตร์และทฤษฎีการเรียนรู้ เช่น ทฤษฎีการเสริมแรงของบี.เอฟ สกินเนอร์ (B.F Skinner)
3. เทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น โสตทัศนูปกรณ์ประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย

5. โคลี, แครดเลอร์, และ เอ็นเจล (Coley, Cradler, and Engel 1996) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาไว้ว่า ในความหมายกว้างๆแล้ว เทคโนโลยีการศึกษาจะเป็นคำซึ่งรวมถึงทรัพยากรใดๆก็ตามที่ใช้ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน โดยอาจรวมถึงวิธีการ เครื่องมือ หรือกระบวนการ หากเป็นในเชิงปฏิบัติแล้ว คำนี้จะใช้ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ฟิล์มสทริป เครื่องฉาย สไลด์ เทปเสียง โทรทัศน์ และห้องปฏิบัติการทางภาษา เมื่อมีการนำเอาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในช่วงปีพ.ศ. 2523 – 2532 (ทศวรรษ 1980s) จึงเป็นยุคของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นฐานในการเรียนรู้ และในปัจจุบันจะเป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารควบคู่กับคอมพิวเตอร์

จากความหมายของเทคโนโลยีการศึกษาข้างต้นผู้ศึกษา สรุปได้ว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา เป็นการประยุกต์เอาผลิตผลทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือ วัสดุ ผลผลิตทางวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งก็คือ อุปกรณ์ มาใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยยึดหลักการทางพฤติกรรมศาสตร์ นั้นก็คือวิธีการ ซึ่งจะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



3. แนวคิด หลักการ ทฤษฎี มีความหมายว่าอย่างไร

1.  หลักการ (Principle) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 หมายถึง สาระสำคัญที่ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ

2.  แนวคิด (Concept) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ 2542 หมายถึง ความคิดที่มีแนวทางปฏิบัติ

3.  ทฤษฎี (Theory) หมายถึง สมมติฐานที่ได้รับการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งหลายหนจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริง สามารถคาดคะเนทำนายเหตุการณ์ทั่วๆ ไป ที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้อง และมีเหตุผลเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป จึงเป็นผลให้สมมติฐานกลายเป็นทฤษฎี

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp 10 มิถุนายน 2551


ทฤษฎี คือ ระบบของสมมุติฐาน หลักการที่ได้รับการยอมรับ และกฎเกณฑ์ของกระบวนการที่ใช้ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ หรืออธิบายธรรมชาติของพฤติกรรมของปรากฏการณ์ หรืออธิบายพฤติกรรมของปรากฏการณ์ที่ได้รับการสนใจศึกษา (Weick, 1995)

นิยามนวัตกรรม

  นวัตกรรมหมายถึง   ความคิด  การปฏิบัติและการกระทำใหม่ ๆ  ที่ไม่เคยมีมาก่อนหรือการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น  เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม
          นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน  แปลว่า  ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา  ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ  การนำแนวความคิดใหม่หรือการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ในรูปแบบใหม่  เพื่อทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ  หรือก็คือ  การทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น  โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงต่าง  (Changs)  ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให้กลายมาเป็นโอกาส  ( Opportunity)  และถ่ายทอดไปสู่แนวความคิดใหม่ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
          นวัตกรรมเป็นตัวแปรที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรด้านต่าง ๆ    ในเชิงธุรกิจ  ได้แก่  ความอยู่รอด  การเจริญเติบโต  การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน    การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และสมรรถนะหลัก    ซึ่งนวัตกรรมไม่ใช่แค่การพัฒนาสินค้าใหม่  เท่านั้น  แต่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุน  การแสวงหาแนวทางการตอบสนองความต้องการของตลาด  การยกระดับคุณภาพชีวิตและการสร้างคุณภาพเพิ่ม
          นวัตกรรมในยุคแรก ๆ  เกิดจากการคิดค้นใหม่ทั้งหมด  แต่นวัตกรรมในยุคใหม่เกิดจากการพัฒนาให้  เป็นชิ้นใหม่ที่มีมูลค่า  และสามารถนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้
องค์ประกอบของนวัตกรรม
1. เป็นสิ่งใหม่
2. เน้นใช้ความรู้ความคิดสร้างสรรค์
3. เป็นประโยชน์  ต้องตอบได้ว่าสิ่งที่เราสร้างเป็นอย่างไร
4. เป็นที่ยอมรับ
5. มีโอกาสในการพัฒนา
นวัตกรรมมี  4  ประเภท
1. product  innovation : การเปลี่ยนแปลงในผลิตภัณฑ์หรือบริการของ   
2. Process  innovation :  การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือกระบวน การนำเสนอผลิตภัณฑ์ 
3. Position  innovation :  การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสินค้าหรือบริการเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของผลิตภัณฑ์  โดยการสร้างการรับรู้และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ต่อลูกค้า  
4. Paradigm  innovation :  การมุ่งให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงกรอบความคิด                                                                                   
          นวัตกรรมแบบก้าวกระโดด  (Radical  Innovation)  จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นผู้นำตลาดของธุรกิจ ร่วมทั้งสามารถสร้างมูลค่างการตลาดและความเป็นอยู่รอดของธุรกิจได้มากกว่านวัตกรรมแบบค่อยเป็นค่อยไป   แต่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับองค์กร   ซึ่งทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่หรือบริการใหม่ ๆ  ขึ้น   เกิดการขยายตัวในทางธุรกิจมากขึ้น   มีการลงทุนมากขึ้น ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ การเปลี่ยนแปลงแบบ Incremental  นี้เปรียบเสมือนกับการเสริมรากฐานของการเรียนรู้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น เกิดพัฒนาการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งสามารถเพิ่มผลิตภาพขององค์กรได้อย่าง
นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร ท้องถิ่นและประเทศอย่างไร
          นวัตกรรมมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กร   ท้องถิ่นและประเทศ  คือ   ความสำเร็จขององค์กร   ท้องถิ่น   และประเทศนั้นจะต้องเกิดขึ้นจาก นวัตกรรมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางด้านสินค้า   ด้านกระบวนการทำงาน  ด้านการให้บริการ  ด้านการจัดการ หรือด้านการตลาด  และการที่องค์กรจะสามารถประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องจะต้องเกิดขึ้นจากนวัตกรรม  องค์กรสามารถนำนวัตกรรมทางด้านการจัดการ   ใหม่ ๆ  มาประยุกต์ใช้ในองค์กรได้  ย่อมทำให้องค์กรมีความพร้อมและสามารถที่จะแข่งขันกับองค์กรอื่น ๆ ได้ ได้แก่ การนำหลักการแนวคิดและวิธีการใหม่ทางด้านการจัดการเข้ามาใช้ในการบริหารองค์กร    ถ้าองค์กรที่ไม่สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง   และพัฒนาตัวเองจากสิ่งใหม่ ๆ  ได้แล้วยากที่องค์กรนั้น จะครองความเป็นหนึ่งได้
         "นวัตกรรม"  มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศไทย  ในการจะยืนอยู่บนเวทีโลกอย่างเข้มแข็ง   ทั้งในมิติ  ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนา  ที่ยั่งยืน  การปรับเทคโนโลยีใน   กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมสู่การทำ นวัตกรรม  เป็นเรื่องที่จำเป็น โดยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่พัฒนาแล้วพบว่า ขณะนี้  การใช้เทคโนโลยีที่คิดค้นเองในประเทศเพิ่งเริ่มต้น     จึงต้องมีการเร่งกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา    และการบริหารจัดการภายใต้แนวคิดและรูปแบบใหม่   ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและระดับท้องถิ่น โดยสร้างให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างประชาชนกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมจำนวนมากพอที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อย่างรวดเร็ว
          วงจร  การปฏิบัติงาน  (Operation)  การปรับปรุงแก้ไขงาน  (Improveement)  และนวัตกรรม มึความเกี่ยวข้องกัน  คือ  นวัตกรรมเกิดจากการปฏิบัติงานที่มีการวางแผนการดำเนินงานอย่างรอบคอบรวมถึงการกำหนดสิ่งที่ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ   และนำสิ่งที่ดำเนินการมาวิเคราะห์  ทบทวนและปรับปรุงผลงานหรือสิ่งประดิษฐ์จนกลายมาเป็นนวัตกรรมในที่สุด
การนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในองค์กร
          นวัตกรรมที่องค์กรได้นำมาประยุกต์ใช้  คือ  Product  innovation   และ  Paradigm  innovation  เทศบาลได้นำการทำบัตรประชาชนเป็นแบบ  Smartcard และสามารถทำ  online  ได้ทั่วประเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน  ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มี่อยู่แล้วให้ทันสมัยและได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม  ทั้ งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานและสะดวกรวดเร็วในการทำ  สามารถทำได้ทุกอำเภอ     ในประเทศไทย  บัตรประชาชนแบบ  Smartcard  ใบเดียวสะดวกในการใช้บริการด้านต่าง ๆ  จะบันทึกข้อมูลของแต่ละคนไว้
ความแตกต่างระหว่างนวัตกรรมและเทคโนโลยี
        “เทคโนโลยี” เป็นความรู้หรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย  อย่างเช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอลในปัจจุบันที่ใช้อย่างแพร่หลาย  เรียกว่าเทคโนโลยี  ส่วน “นวัตกรรม” นั้นจะคล้าย ๆ กับเทคโนโลยี  แตกต่างกันตรงที่ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่  อาจจะดีไม่เท่าหลังจากที่กลายเป็นเทคโนโลยีแล้วและยังใช้กันไม่แพร่หลายนั่นเอง  เช่น  กล้องถ่ายรูปโบราณ ๆ  ในสมัยก่อนที่พึ่งริเริ่มประดิษฐ์
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/492099